วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Microsoft เปิดตัว New Surface Pro 2017 แบตอึด 13.5 ชั่วโมง รองรับ LTE

Microsoft เปิดตัว New Surface Pro อย่างเป็นทางการที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เป็นการอัพเกรดประสิทธิภาพของการใช้งานให้ดีขึ้น เริ่มวางขายในบางประเทศ 15 มิถุนายนนี้


ดีไซน์ภายนอกของ New Surface Pro ยังแทบเหมือนเดิมกับ Surface Pro 4 มีการพัฒนา kickstand ให้สามารถพับได้มากถึง 165 องศา มากกว่า Surface Pro 4 ที่พับได้ 150 องศา หน้าจอทัชสกรีน PixelSense ขนาด 12.3 นิ้ว ใช้ซีพียู Intel 7th Gen Kaby Lake มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ Core m3-7Y30, Core i5-7300U (Core m3 กับ Core i5 ใช้กราฟิกการ์ด Intel HD graphics 620) และ Core i7-7660U (ใช้กราฟิกการ์ด Intel Iris Plus Graphics 640) ซึ่งไม่มีพัดลมระบายความร้อน เพื่อให้การทำงานเงียบ แต่สามารถระบายความร้อนได้ดีที่สุด ขณะเดียวกันซีพียูที่ใช้ใน New Surface Pro ยังได้รับปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงานให้ดียิ่งขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยสนับสนุนแบตเตอรี่ให้สามารถใช้งานได้นานถึง 13.5 ชั่วโมง ดีเพิ่มขึ้นถึง 50%


แรมมีให้เลือกตั้งแต่ 4GB / 8GB และ 16GB 1866MHz LPDDR3, หน่วยความจำ SSD มีตั้งแต่ 128GB / 256GB / 512GB และ 1TB, รองรับการใช้ซิมการ์ดหรือ eSIM สำหรับใช้งาน LTE, พอร์ตที่ให้มาด้วย ได้แก่ USB Type-A, Mini DisplayPort, Headset jack, Surface Connect และ microSDXC card reader ยังไม่เลือกใช้ USB Type-C


อุปกรณ์คู่ใจอย่าง Surface Pen มีการปรับปรุงใหม่เช่นกัน ตอบสนองต่อการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีน PixelSense ได้ดีขึ้น รองรับแรงกดที่ระดับ 4,096 มากขึ้นจากรุ่นเดิมที่รองรับแรงกด 1,024 ขณะเดียวกัน New Surface Pro 2017 ยังรองรับ Surface Dial อุปกรณ์แบบเดียวที่ใช้ร่วมกับ Surface Studio ได้อีกด้วย


ส่วน Type Cover หรือคีย์บอร์ด มาพร้อมดีไซน์แบบ New Alcantara มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ได้แก่ สีแดง, สีม่วง, สีน้ำเงิน และสีดำ

New Surface Pro 2017 จะเริ่มวางขายใน 26 ประเทศ ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ ซึ่งในรายชื่อยังไม่มีประเทศไทย ราคาเริ่มต้น 799 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 28,000 บาท


ที่มา: ARiP

วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ใหญ่กว่านี้มีอีกไหม ไมโครซอฟท์ย้ายซอร์สโค้ด Windows ทั้งหมด 300GB มาอยู่บน Git


ไมโครซอฟท์เผยว่าย้ายซอร์สโค้ด Windows ทั้งหมดจากระบบ Source Depot ของตัวเอง มาสู่ Git เรียบร้อยแล้ว ส่งให้ไมโครซอฟท์มี git repository ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในทันที
  • จำนวนไฟล์ 3.5 ล้านไฟล์
  • ขนาดรวม 300GB
  • จำนวนทีมงาน 4,000 คน (ปัจจุบันย้ายมาแล้ว 3,500 คน)
  • จำนวนกิ่ง 440 branch
  • git push เฉลี่ย 8,421 ครั้งต่อวัน
  • pull request 2,500 ครั้งต่อวัน
  • การนำซอร์สโค้ดออกมาคอมไพล์ นับเป็นจำนวน 1,760 build ต่อวัน
กระบวนการย้ายระบบของไมโครซอฟท์เริ่มในเดือนมีนาคม โดยพนักงานกลุ่มแรก 2,000 คนจากทีม Windows OneCore ใช้งาน Source Depot ในวันศุกร์ เมื่อกลับมาเช้าวันจันทร์ก็เจอกับระบบใหม่ที่เป็น Git แทน

เบื้องหลังการย้ายระบบครั้งนี้ ไมโครซอฟท์เตรียมตัวไว้ค่อนข้างดี ปัญหาจึงน้อย แต่ด้วยขนาดของ repository ใหญ่ระดับนี้จึงมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพอยู่บ้างในสัปดาห์แรก

ไมโครซอฟท์เคยประกาศไปแล้วว่าต้องสร้างระบบ Git Virtual File System ขึ้นมาเพื่อรองรับสเกลงานระดับนี้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของ Git ลงจากหลัก 30 นาทีถึงหลายชั่วโมง ลงมาอยู่ระดับน้อยกว่า 20 วินาทีได้สำเร็จ

ที่มา: Blognone

วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

Google เปิดขายไวท์บอร์ดอัจฉริยะ Jamboard แล้ว ราคา 4,999 ดอลล่าร์

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว Google ได้เปิดตัวไวท์บอร์ดอัจฉริยะอย่าง Jamboard ออกมา ล่าสุดได้ขายอย่างเป็นทางการแล้วในประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาอยู่ที่ 4,999 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 175,000 บาท

ฟีเจอร์การใช้งานมีตามเปิดตัวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผนวกเข้ากับ G Suite, ขีดเขียนลงบอร์ดแล้วแปลงเป็นภาพบนจอ, ใช้งาน Hangouts ได้ทันทีและสามารถเชื่อมต่อกับแอพบน iOS และ Android เพื่อร่วมใช้งานบอร์ดได้

สเปคของ Jamboard คร่าวๆ คือ จอ 4K ขนาด 55 นิ้ว รองรับการสัมผัสพร้อมกัน 16 จุดและนำเข้าข้อมูลแม่นยำถึง 1 มิลลิเมตร, มีส่วนประมวลเป็น Nvidia Jetson TX1 ฝังอยู่ในเครื่อง, Wi-Fi 802.11ac, NFC, Google Cast, HDMI 2 พอร์ท, USB Type-C, USB 3.0 2 พอร์ทและ Gigabit Ethernet

ตอนนี้เปิดให้ผู้ใช้ G Suite ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาสามารถสั่งซื้อ Jambaord ได้แล้วผ่านทาง https://cloud.withgoogle.com/hardware/ มี 3 สีได้แก่ obalt blue, carmine red และ graphite grey อุปกรณ์ประกอบไปด้วยปากกาสไตลัส 2 อัน, แปรงลบกระดานและที่ยึดผนัง หากต้องการขาตั้งจอต้องซื้อแยกในราคา 1,199 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 42,000 บาท นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียมในการดูแลหลังการขายรายปีเพิ่มเติมอีกด้วย



ที่มา: Blognone

7-11 ยุคใหม่ ไม่มีพนักงาน เงินสดไม่ใช้ บัตรไม่ต้อง ใช้ฝ่ามืออย่างเดียว

ที่ประเทศเกาหลีใต้ นำร่องเปิด 7-11 โฉมใหม่ ที่ไม่ต้องมีพนักงาน ไม่ต้องใช้เงินสด, บัตร หรือแม้กระทั่ง E-Payment เพื่อชำระเงิน ใช้แค่ฝ่ามือเท่านั้น



ร้านสะดวกซื้อโฉมใหม่นี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง Lotte Card, Lotte Data Communication และ 7-11 เปิดให้บริการ 7-11 ในแบบ “Smart Convenience Store” แห่งแรกภายใน Lotte World Tower ประเทศเกาหลีใต้ โดยภายในร้านมีระบบการชำระเงินแบบใหม่ด้วย “BioPay” เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์สำหรับตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ด้วยฝ่ามือ เรียกว่า “HandPay” โดยไม่ต้องพึ่งเงินสด, บัตรเครดิต หรือระบบ E-Payment ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งการใช้ฝ่ามือสำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการ ลูกค้าจำเป็นต้องลงทะเบียนเชื่อมโยงข้อมูลกับ Lotte Card เพื่อใช้ในการระบุตัวตนเมื่อเข้ามาภายใน 7-11 ไปจนถึงการชำระค่าสินค้าและบริการ
เทคโนโลยีอื่นๆ ภายในร้านยังประกอบไปด้วย เครื่องสแกนสินค้าแบบ 360 องศา เพื่อระบุราคา, เซนเซอร์สำหรับเปิดตู้แช่อัตโนมัติเมื่อลูกค้าอยู่ใกล้, มีเทคโนโลยีสแกนหลอดเลือดในกรณีจำหน่ายบุหรี่ เพื่อเป็นการป้องกันเยาวชนที่จะเข้ามาซื้อบุหรี่ และ Smart CCTV ที่ช่วยป้องกันความปลอดภัยระดับพิเศษ

สำหรับเทคโนโลยีภายใน 7-11 โฉมใหม่ ดำเนินการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง Jung Seung-in ประธานของ Korea Seven เปิดเผยว่า 7-Eleven Signature นับเป็นร้านสะดวกซื้อระดับพรีเมียมที่ใช้ระบบไอทีอันทันสมัย เป็นการตอบโจทย์ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และจะเป็นสัญลักษณ์ด้านนวัตกรรมการจำหน่ายสินค้าของเกาหลีใต้

ที่มา: ARiP

กูเกิลแถลงความสำเร็จ AMP มีเว็บเพจใช้งานแล้ว 2 พันล้านเพจ, โหลดเร็วขึ้น 2 เท่า

กูเกิลแถลงความสำเร็จของโครงการ AMP ว่ามีเว็บเพจที่ใช้งาน AMP แล้วเกิน 2 พันล้านเพจ ถ้าคิดตามจำนวนโดเมนคือ 900,000 โดเมน

กูเกิลยังประกาศรายชื่อพันธมิตรร่วมใช้งาน AMP อีกมาก ฝั่งเอเชียมี Tencent Qzone, Weibo, Aliexpress, Rakuten และเว็บสายอีคอมเมิร์ซอีกหลายรายทั่วโลกก็เริ่มใช้ AMP กันแล้ว

นอกจากนี้ กูเกิลยังประกาศความสำเร็จในเชิงเทคนิคว่า การเรียกเพจ AMP จากหน้า Google Search เร็วกว่าการเรียกเพจ HTML ปกติถึง 2 เท่า ด้วยเทคนิคหลายอย่าง เช่น Google AMP Cache, การเรนเดอร์เพจไว้ล่วงหน้าที่ฝั่งเซิร์ฟเวอร์, เทคนิคการลดขนาดไฟล์ และอัลกอริทึมการบีบอัดแบบใหม่ Brotli
ที่มา: Blognone

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Google Maps เปิดให้ผู้ใช้สร้างรายการสถานที่ พร้อมแชร์ให้คนอื่นได้แล้ว

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์สร้างรายการสถานที่สำหรับ Google Maps ให้ผู้ใช้ ซึ่งเป็นรายการที่ผู้ใช้สร้างขึ้นมาเอง เพื่อเก็บไว้ดูหรือแชร์ให้กับคนอื่น และรายการสถานที่ดังกล่าวสามารถติดตามได้ด้วย ดังนั้นไม่ว่ารายการสถานที่จะเปลี่ยนแปลงก็มีการอัพเดตอัตโนมัติ

รายการสถานที่สามารถสร้างได้จากแอพ Google Maps บน iOS และ Android ส่วนบนเว็บสามารถดูและแก้รายการสถานที่ได้เท่านั้น (ยังไม่สามารถสร้างได้) โดยรายการสถานที่ที่บันทึกไว้จะสามารถใช้กับแผนที่แบบออฟไลน์ได้ด้วย

สำหรับการบันทึกสถานที่ ผู้ใช้เพียงแค่ค้นหาสถานที่ที่ต้องการ กดปุ่ม Save และเลือกรายการที่มีอยู่แล้ว หรือจะสร้างรายการใหม่ก็ได้ หากถ้าต้องการดูรายการทั้งหมด ให้ไปที่ Your Places และเลือกรายการที่เคยบันทึกไว้ จากนั้นรายการสถานที่ที่บันทึกไว้ แล้วรายการที่เลือกก็จะปรากฏบนแผนที่



ที่มา: Blognone

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีฝรั่งเศส แถลงข่าวเปิดตัว 2 สถานที่พร้อมกันด้วยโฮโลแกรม

ประเทศฝรั่งเศสจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนเมษายนนี้ ตอนนี้ผู้สมัครหลายคนจึงเริ่มหาเสียงกันอย่างคึกคัก และมีผู้สมัครคนหนึ่งแถลงข่าวเปิดตัวด้วย "โฮโลแกรม"

Jean-Luc Mélenchon จากพรรค Unsubmissive France แถลงข่าวเปิดตัวลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวานนี้ งานแถลงข่าวจัดพร้อมกัน 2 แห่ง ตัวเขาอยู่ที่เมืองลียง ส่วนในปารีสเขาก็ส่งโฮโลแกรมมาทำหน้าที่แทน

ผลงานนี้เป็นของ Adrénaline Studio โดยถ่ายวิดีโอที่เมืองลียง และยิงโปรเจคเตอร์ให้สะท้อนกระจกใสชนิดพิเศษในปารีส
ที่มา: Blognone

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

Samsung All-in-One PC คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ รุ่นล่าสุด มาพร้อม Soundbar

ตลาดพีซียังคงเปิดกว้างเสมอ แม้จะมีข้อมูลระบุถึงสภาวะตลาดซบเซาก็ตาม ล่าสุด Samsung เปิดตัว “All-in-One PC” คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมลำโพงแบบ Soundbar และระบบปฏิบัติการ Windows 10


Samsung All-in-One PC รุ่นใหม่ มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีนขนาด 24 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080p, ซีพียูประมวลผล Intel 7th Generation Kaby Lake Core i5-7400T ความเร็ว 2.4GHz, แรม 8 / 16GB, HDD 1TB 5400RPM ซึ่งแรมและ HDD สามารถอัพเกรดเองได้ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 10 และซอฟต์แวร์ SideSync สำหรับเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจาก Samsung Galaxy นอกจากนี้ยังมาพร้อมคีย์บอร์ด wireless แบบ full-sized ที่ปุ่มคีย์บอร์ดจะมีลักษณะโค้งเล็กน้อย และเมาส์ wireless

ส่วน Soundbar เป็นลำโพงแบบสเตริโอ 2 ตัว แบบ 10W ด้านหลังสามารถใส่ SD Card ได้ มี headphone jack, พอร์ต USB x 2, พอร์ต HDMI (in) (out), และพอร์ต Ethernet สำหรับราคาและวันวางขายจริง รวมถึงประเทศที่จะเข้าไปทำตลาดยังไม่มีการเปิดเผยในเวลานี้


ทั้งนี้ Samsung All-in-One PC ถือเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวถัดจาก Samsung Chromebook Pro / Chromebook Plus, Samsung Notebook 9 และ Samsung Odyssey ซึ่งการขนทัพคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่ๆ ออกมาตั้งแต่ต้นปีแบบนี้ อาจบ่งบอกได้ถึงแนวโน้มของตลาดพีซีทั่วโลกมีทิศทางที่ดีขึ้น  พร้อมเป็นช่องทางให้ Samsung กล้าขยับตัวเข้ามาเจาะตลาดพีซีมากขึ้นอีกด้วย

ที่มา: ARiP

บริษัทประกันภัยญี่ปุ่น ประกาศเลิกจ้างพนักงานทั้งแผนก นำ A.I มาทำงานวิเคราะห์ข้อมูลแทน

Fukoku Mutual บริษัทประกันภัยของญี่ปุ่น นำ Watson ระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์จาก IBM มาช่วยทำงานวิเคราะห์ข้อมูลการจ่ายเงินประกันภัย แทนที่พนักงานทั้ง 34 คน ที่โดนบริษัทเลิกจ้างทั้งหมด


แรงงานสมองกล ในอนาคตที่ว่า มนุษย์จะถูกแรงงานสมองกลหรือ AI แทนที่นั้น ตอนนี้มีเคสตัวอย่างแล้วครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ Fukoku Mutual Life Insurance บริษัทประกันภัยของญี่ปุ่น ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 34 คน ออกหมดทั้งแผนก แล้วนำ “Watson” ระบบ AI (Artificial Intelligence) ปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่จาก IBM ทำงานแทนที่ !!

IBM Watson จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบ Cognitive Computing ที่สามารถตอบโต้กับมนุษย์ สามารถคิด วิเคราะห์ และตีความข้อมูลได้คล้ายมนุษย์ทุกอย่าง ทั้งยังอ่านข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างอย่าง ภาพ เสียง และวีดีโอได้ด้วย จากความสามารถนี้เอง ก็จะถูกนำมาใช้กับหน้าที่ “วิเคราะห์ข้อมูลผู้ถือกรมธรรม์” สามารถพิจารณาเงินประกันที่ต้องจ่ายกับผู้ถือกรมธรรม์ในแต่ล่ะกรณีได้ โดยดูจากประวัติทางการแพทย์เป็นหลัก

บริษัทมีการเชื่อว่า AI ตัวนี้จะช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น 30% และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเงินเดือนของพนักงานได้ถึง 140 ล้านเยนต่อปี หลังลงทุนกับระบบนี้ 200 ล้านเยนในทีเดียว และเสียค่าบำรุงรักษาอีกแค่ 15 ล้านเยนต่อปีเท่านั้น

ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเอง ก็กำลังประสบปัญหาประชากรสูงวัยมีมากขึ้น ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทดลองใช้ AI นี้ มาช่วยทำงานนี้แทนมนุษย์ โดยทางบริษัทก็ได้เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมนี้แล้วด้วย ทั้งนี้มีรายงานอีกว่า มีบริษัทประกันภัยในญี่ปุ่นอีกสามแห่ง กำลังพิจารณานำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลอีกด้วย

Nomura Research Institute สถาบันวิจัยของญี่ปุ่นมีการวิเคราะห์ว่า เกือบครึ่งของงานทั้งหมดในญี่ปุ่น อาจถูกหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนที่หมดภายในปี 2035…


ที่มา: ARiP

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

รอคอยกันมานาน LINE เปิด API ให้ร้านค้าเชื่อมต่อแอพได้ แชทได้ และกำลังจะมีบ็อต!

ประกาศสำคัญของงานแถลงข่าว LINE คือการเปิด LINE Business Platform ให้คนอื่นเข้ามาใช้งานได้มากขึ้น (สักที!) รายละเอียดของการเปิดแพลตฟอร์มแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เปิดให้ Web Service, เปิดให้ SME, เปิดให้นักพัฒนา รายละเอียดมีดังนี้ครับ

1. Web Service

ที่ผ่านมา LINE Platform เปิดให้เฉพาะบริการในเครือของ LINE เองเท่านั้น เช่น LINE News, LINE Live, LINE Part Time Jobs แต่ตอนนี้บริษัทพร้อมเปิด Platform ให้กับเว็บเซอร์วิสนอกบริษัทแล้ว


เว็บเซอร์วิสที่มาเชื่อมต่อจะเรียกว่า Official Web Apps สามารถเข้าถึงฟีเจอร์มาตรฐานของ Platform เช่น ระบบล็อกอิน, ระบบจ่ายเงิน LINE Pay, ระบบสะสมแต้ม, LINE Business Connect API


ผู้ใช้ LINE จะสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้จากแอพ LINE โดยตรง ไม่ต้องลำบากสร้างบัญชีล็อกอินใหม่ สามารถกรอกข้อมูลส่วนตัวที่บันทึกไว้ใน Profile+ ได้อัตโนมัติ การใช้งาน Web Apps ยังสามารถสะสมแต้ม LINE Points ได้ด้วย


เป้าหมายของ LINE ก็ชัดเจนว่าอยากให้คนมาใช้บริการ Web Apps บน LINE Platform แทนการใช้แอพแบบเนทีฟของระบบปฏิบัติการนั้นๆ รายการฟีเจอร์ก็ใกล้เคียงกัน มีระบบข้อความแจ้งเตือนแบบพุช (Push) แต่สะดวกกว่าตรงที่ผู้ใช้ไม่ต้องอัพเดต และไม่ต้องติดตั้งแอพลงในเครื่อง


Web Apps บน LINE Platform ยังถูกค้นพบ (Discovery) ได้ง่ายจากช่องทางต่างๆ เช่น การแชร์ ค้นหา แนะนำ


ลูกค้า LINE ภาคธุรกิจที่มี Official Account อยู่แล้ว สามารถซื้อบริการ Official Web Apps ในราคาเดือนละ 20,000 เยน (ประมาณ 6,300 บาท) ใช้งาน API ได้ไม่จำกัด แต่จำกัดจำนวนเพื่อนที่ 100,000 คน

ตัวบริการจะเปิดในช่วงฤดูร้อนกลางปีนี้ ตอนนี้มีพาร์ทเนอร์ในญี่ปุ่นแสดงความสนใจแล้ว 45 บริษัท


2. SME Partnership Program

หัวข้อแรกเป็นฟีเจอร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีเงินซื้อ Official Account ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ใช้ LINE@ ก็ได้ฟีเจอร์ใหม่ด้วยเช่นกัน ภายใต้ชื่อ SME Partnership Program ที่ช่วยให้ธุรกิจใกล้ชิดกับผู้ใช้มากขึ้น


ฟีเจอร์ใหม่มีหลายอย่าง เริ่มจาก Account Page ที่มีระบบปลั๊กอิน เลือกได้ว่าจะแสดงผลข้อมูลอะไรในหน้า Account


Chat API เปิดให้ภาคธุรกิจที่มีระบบส่งข้อความหลังบ้าน สามารถเชื่อมต่อกับระบบแชทของ LINE@ ได้ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น จองโต๊ะร้านอาหารผ่านการแชทใน LINE หรือ สอบถามข้อมูลสินค้าทาง LINE


ฟีเจอร์เหล่านี้จะเริ่มเปิดบริการในเดือนเมษายน 2016

3. Developers

ฟีเจอร์ส่วนนี้เปิดสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สิ่งที่น่าสนใจคือ LINE กำลังจะมี Chat Bot ครับ เปิด API ให้เราสามารถเชื่อมระบบ CRM หรือ IoT เข้ามาแชทได้

Chat Bot API และ Chat Bot Store เริ่มทดสอบระบบในเดือนเมษายนนี้ และเปิดใช้งานจริงช่วงกลางปี


ฟีเจอร์สำคัญอีกอย่างคือ เปิดระบบ Beacon ให้ LINE สามารถรับรู้ข้อมูลจากสถานที่ได้ ร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า สามารถโปรโมทส่วนลดหรือกิจกรรมต่างๆ เมื่อผู้ใช้ LINE เดินเข้ามาในรัศมีของ Beacon (Bluetooth LE) บริการจะเริ่มทดสอบในเดือนพฤษภาคม


ฟีเจอร์อย่างที่สามคือ Chat AI ระบบบ็อตแบบปัญญาประดิษฐ์ (เหมือนกับ Facebook M) รูปแบบคือเปิดให้ปลั๊กอินภายนอกเข้ามาเชื่อมต่อได้ แปลว่าในอนาคต LINE จะฉลาดเข้าขั้น "ถามอะไรตอบได้" สามารถคุยกันได้เหมือนมนุษย์

บริการตัวนี้ต้องรอนานหน่อย เปิดปลายปีโน่นเลย


ในภาพรวมก็คือ หลังจากที่เรียกร้องกันมานาน ในที่สุด LINE ก็จะทำตัวเองเป็นแพลตฟอร์มกับเขาบ้างแล้ว (เหมือนกับที่ Facebook, Google ทำอยู่) ภาคธุรกิจจะสามารถสร้างแอพมาเชื่อมต่อ มาแชทคุยกับลูกค้าได้โดยตรง ผ่าน API ที่ LINE เตรียมไว้ให้เรานั่นเอง

กำหนดการของฟีเจอร์ต่างๆ ที่มาไม่พร้อมกัน


ที่มา: Blognone